การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รับเชิญจากสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) ให้ผมไปบรรยายในหลักสูตร การตลาดสำหรับผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ที่ทางสมาคมจัดร่วมกับสมาคมการตลาด โดยผมได้ไปบรรยายในหัวข้อ Technology Trends &  The Impact of Software Industry ซึ่งผู้สนใจสามารถที่จะ Download สไลด์ในการบรรยายได้จากที่ https://dl.dropbox.com/u/12655380/TechTrends.pdf

ผมมีสไลด์อยู่ 119 หน้าในการบรรยายสองชั่วโมง บางคนจะบอกว่าผมชอบ Flip Slide จริงๆแล้วสไลด์มีไว้ประกอบการบรรยายช่วยให้จำได้มากกว่าว่าจะพูดอะไร ดังนั้นบางทีถ้าจะเอาสไลด์มาดูอย่างเดียวอาจไม่เข้าใจ การบรรยายวันนั้นผมแบ่งเป็นส่วนต่างๆ 5 ตอนคือ

  • IT Trends
  • Post-PC Era
  • Mobile Cloud Computing
  • The World in 2020
  • 12 Massive Changes That Will Transform The Software Industry Within 5 Years

ในส่วนแรกเรื่อง IT Trends ผมเริ่มจากการนำบทวิเคราห์บางแห่งที่ชี้ให้เห็นว่า ในอนาคตเราจะไม่รู้จักเทคโนโลยีหรือสิ่งของบางอย่างที่เราไม่ได้ใช้ในปัจจุบันว่ามีอะไรบ้างเช่น Wired Home Internet, Hard Drives, Mouse, Video Tapes, Paper Map เป็นต้น และแสดงให้เห็น Technology Trends ต่างๆที่วิเคราะห์มาจาก Gartner และที่อื่นๆ โดยสรุปให้เห็นว่า IT Trends ที่สำคัญก็คือ

  • Mobile Devices
  • BYOD
  • Cloud Computing
  • Social Network
  • Big Data
  • Large Data Center

ในส่วนถัดมาจะพูดถึงว่าในปัจจุบันเรากำลังก้าวสู่ยุค Post-PC โดยเราได้ใช้  Mobile Devices ต่างๆเป็นอุปกรณ์หลักในการเข้าถึงซอฟต์แวร์และอินเตอร์เน็ต และอุปกรณ์เหล่านี้ก็มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้อุปกรณ์ mobile devices มีแนวโน้มที่โตเพิ่มขึ้นทุกๆปี ทั้งในส่วนของ Smartphone และ Tabletโดยคาดการณ์ว่าจะมียอดขาย Smatphone ในปี 2014  ถึง 1.05 พันล้านเครื่องและยอดขาย Tablet ในปี 2016 ถึง 370 ล้านเครื่อง การเข้าสู่ยุค Post-PC ทำให้แนวโน้มการใช้ซอฟต์แวร์เปลี่ยนไป โดยคนจะคำนึงถึงปัจจัยต่างๆดังนี้

  • ต้องสามารถใช้ได้กับทุกอุปกรณ์ Notebook,Tablet,SmartPhone
  • สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ ทุกเวลา และ ทุกอุปกรณ์
  • สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่หยุดชะงัก และข้อมูลไม่สูญหาย
  • คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งาน OPEX ไม่ใช่ CAPEX
  • เป็นบริการ (Service) ไม่ใช่ ผลิตภัณฑ์ (Product)

ในส่วนของ Mobile Cloud Computing ได้พูดถึงว่าการใช้ไอทีในปัจจุบัน Mobile Devices จะเป็นเพียง Front ที่จะเข้าถึง Application ที่อยู่่หลังบ้านที่อยู่บนระบบ Cloud Computing ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างปัจจุบันว่าคนจะใช้ Smartphone, Tablet หรือ Notebook เข้าถึง Application อย่าง Facebook, Gmail หรือ Google Apps และแนวโน้มของนักพัฒนาจะต้องทำ Applications ขึ้นสู่ Cloud Computingมากขึ้น โดยจะใช้บริการ Cloud ที่เป็น IaaS และ PaaS เพื่อที่พัฒนาซอฟต์แวร์ที่เป็น SaaS ให้กับผู้ใช้ ทำให้โมเดลในการพัฒนาซอฟต์แวร์และการทำธุรกิจเปลี่ยนไป

ในหัวข้อถ้ดมาได้พูดถึง The World in 2020 จริงๆแล้วสไลด์ในส่วนนี้นำมาจากเว็บไซต์ FutureAgenda.org ที่เขาได้ไปสอบถามองค์กรระดับโลกถึง 1,500 องค์กรเพื่อที่จะศึกษาแนวโน้มว่าโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในปี 2020  โดยมีข้อสรุปในสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือสิ่งที่มั่นใจว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนสี่เรื่องคือ

  • ในปี 2020  เราจะมีประชากรของโลกเพิ่มขึ้นอีก 700 ล้านคน
  • ทรัพยากรบางอย่างจะมีน้อยลง และจะเกิดการแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาทั้งในแง่ของเศรษฐกิจและการเมือง
  • โลกจะเชื่อมต่อกันทั้งหมดผ่านเครือข่าย โดยเราจะมีอุุปกรณ์ที่ต่่ออินเตอร์เน็ตถึงห้่าหมื่นล้านชิ้น
  • เศรษฐกิจของโลกจะย้ายจากตะวันออกสู่ตะวันตก

และกลุ่มสองคือสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในกลุ่มต่างๆ  6 กลุ่มคือ Security, Locality, Health, Happiness, Wealth และ Mobility โดยผู้ที่สนใจอยากดู VDO Clip การบรรยายของ FutureAgenda สามารถชมได้ที่


ในส่วนสุดท้ายเอามาจากเว็บ http://www.businessinsider.com// ที่จะพูดถึงสิ่งที่จะมีผลกระทบ 12 ด้านที่มีต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ใน 5 ปีข้างหน้า เช่นการพูดถึง Cloud Computing จะเปลี่ยนวิธีการซื้อซอฟต์แวร์ การใช้ Web App ทำให้ลดการผูกขาดของไมโครซอฟต์ เทคโนโลยี  mobile ทำให้เปลี่ยนแปลงการใช้ซอฟต์แวร์ และพูดถึงผลกระทบจาก Open Source และ Big Data ที่ผลต่ออุตสาหกรรมซอต์แวร์

ข้อมูลที่บรรยายทั้งหมดน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งหากสนใจ slide การบรรยายอื่นๆก็สามารถที่จะไปดูและ download ได้จากเว็บ slideshare  ที่  http://www.slideshare.net/softwarepark

 

ธนชาติ นุ่มนนท์

Software Park Thailand

 

AEC 2015 กับธุรกิจ ICT ใน ASEAN

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม 2555 ทางคุณไตรรัตน์ ฉัตรแก้วในฐานะของ กรรมการอาเซียน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้จัดงานสัมมนาโต๊ะกลมเรื่อง “ซอฟต์แวร์ไทย จะก้าวอย่างไรในเวทีอาเซียน” ที่อาคาร Software Park โดยมีผู้ร่วมสัมมนากว่า 40 คน ซึ่งรายละเอียดของการสัมมนาทางคุณไตรรัตน์ได้ช่วยสรุปลงใน Facebook ของกลุ่ม มามองประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC 2015) กันเถอะ  แล้ว

ในการสัมมนาดังกล่าวทางคุณไตรรัตน์ได้ให้ผมมาช่วยบรรยายเรื่อง อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยผมได้เตรียม Presentation มาไว้ดังที่ได้โฟสไว้ใน Slideshare  นี้แล้ว หัวข้อการบรรยายของผมตามต่อจากการบรรยายของคุณไตรรัตน์ที่เล่าให้เห็นถึงการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC 2015 เพื่อเป็นแนวทางในการปูพื้นก่อนเข้าสู่เสาวนาโต๊ะกลม

ประเด็นการบรรยายของผมเริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการรวมตัวของสหภาพยุโรป (EU) และอาเซียน เพราะตัวเลขการค้าระหว่างประเทศในกลุ่ม EU ค่อนข้างจะสูงถึง 70% แต่เมื่อมองถึึงตัวเลขการค้าระหว่างกลุ่มประเทศในอาเซียนมีเพียง $376 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเที่ยบกับยอดการค้าทั้งหมดคือ $1,536 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพียง 25% และเมื่อมองมาดูด้านอุตสาหกรรมไอซีทีก็จะพบว่าตลาดการค้าระหว่าง ASEAN ยิ่งน้อยมาก แต่สิ่งที่ดีคือเราสามารถที่จะมองการเปิด AEC 2015 เป็นโอกาสที่จะทำให้ ASEAN เป็น Single Market ไปแข่งกับยักษ์ใหญ่ในด้านไอทีอย่าง จีนและอินเดียได้ เพราะถ้าเรามองข้อมูลของตลาดอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โลกในปี 2020 จะยังเห็นว่าการคาดการณ์ Market Share ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มประเทศ อเมริกาเหนือ (33%) และ EU27 (28%)  ขณะที่ตลาดของ APAC จะเพิ่มขึ้นจากปี 2008 ที่ 17% มาเป็น 21% ในปี 2020 ดังนั้นเราจึงต้องใช้โอกาสนี้รวมตัวกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเพื่อส่งออกไปยังกลุ่ม อเมริกาเหนือและEU27

ในการบรรยายผมได้ชี้ให้เห็นว่าสิ่งหนึ่งที่เราควรตระหนักไว้คือ ASEAN มี ICT Master Plan 2015 ที่จะมีผลกระทบกับคนทางด้านไอซีทีหลายๆด้านโดยเฉพาะ Initiative ที 5 ด้านบุคคลกรที่จะมีผลต่อทักษะและการเคลื่อนย้ายแรงงานทางด้านไอซีที นอกจากยังได้แสดงข้อมูลการจัดอันดับด้าน ICT ที่สำคัญของหลายแหล่งเช่น

  • EIU เดือน  พ.ย.  2011 จัดให้เราอยู่อันดับ 50 ตามหลังสิงคโปร์และมาเลเซีย ค่อนข้างไกล โดยมีอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามตามมาติดๆ ซึ่งการจัดอันดับวัดจากคะแนน 6 ด้าน ของไทยดีในแง่ของสภาพการทำธุรกิจและเรื่องคน แต่คะแนนต่ำในด้าน การวิจัยและโครงสร้างพื้นฐาน
  • ข้อมูล Internet Access ของ ITU เมื่อปี 2010 ประเทศไทยต่ำกว่าหลายประเทศใน ASEAN ตามหลังบรูไน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ส่วนด้าน Mobile Broadband เรานำหน้าแค่ ลาว พม่าและเวียดนาม
  • e-Government Raking เราอยู่ที่ 74 ของโลก และเป็นอันดับ 4 ใน ASEAN  ตามหลัง สิงคโปร์ มาเลเซีย และบูรไน
  • Global Outsourcing ปี 2011  เราอยู่อันดับที่ 7 ของโลกลดจากที่ 4 ในปี 2009 ตามหลัง มาเลเซียและอินโดนีเซีย และมีความน่าสนใจสูงกว่าเวียดนามและฟิลิปปินส์ แต่เมือมาดูที่ตัวอุตสาหกรรม Outsourcing อย่างแท้จริง ปรากฏว่าในประเทศเราแทบไม่มีอุตสาหกรรมด้านนี้เลย เพราะขาดการส่งเสริม ขณะที่ฟิลิปปินส์และเวียดนามมีการส่งเสริมอย่างจริงจัง นำรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก

จากนั้นผมได้นำข้อมูลอุตสาหกรรมไอซีทีของแต่ละประเทศใน ASEAN  มา Highlight ให้ดู ดังนี้

  • Singapore จะมีตัวเลขการส่งออก  Hardware ค่อนข้างสูง แต่เมื่อดูภาพโดยร่วมการส่งออกมายังกลุ่ม ASEAN  ของอุตสาหกรรมไอซีทีของ Singapore จะเห็นว่ามีการส่งออกมายังประเทศในกลุ่มเพียง 20% โดยตลาดใหญ่คืออินโดนีเซียและมาเลเซีย
  • Malaysia  จะมีตัวเลขน่าสนใจเรื่องอุตสาหกรรมด้าน Software & Services Outsourcing (SSO) ที่มีตัวเลขจ้างงานที่สูงถึง 38,032 คน และมีตัวเลขบริษัทที่อยู่ภายใต้ MSC ประมาณ 1,500 บริษัท (ข้อมูล 2009)
  • Vietnam แสดงให้เห็นจำนวนบุคลากรด้าน Software  และ Digital Content ที่สูงถึง 105,000คนเมื่อปี 2009
  • Philippines แสดงตัวเลขบุคลากรด้าน IT&BPO มากกว่า 1.5 ล้านคน
  •  Myanmar เพิ่งจัดงาน Barcamp เมื่อต้นปีโดยมี อองซานซูจีมาเปิดงาน ถือว่าเป็นงาน  Barcamp ที่มีคนร่วมมากที่สุดในโลก

Thailand Technology Trends 2012

แนวโน้มเทคโนโลยีของประเทศไทย 2555
(Thailand Technology Trends 2012)

เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand) ได้จัดการสัมมนา Technology Trends มาอย่างต่อเนื่องทุกๆปั โดยปีที่ผ่านๆมาจะอ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของสำนักวิจัยในต่างประเทศ ซึ่งจากการประชุมหารือกับผู้เชืยวชาญด้านไอทีหลายท่านต่างก็เห็นว่า Technology Trends ของต่างประเทศในหลายเรื่องอาจรวดเร็วกว่าภายในประเทศไทยอยู่หลายปี และในบางครั้ง Trends ต่างๆที่สำนักวิจัยในต่างประเทศกำหนดไว้เมื่อ 2-3 ปีก่อนก็อาจเพิ่มมีความสำคัญกับในประเทศไทยในปีนี้ ดังนั้นทางเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทยจึงได้เรียนเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆอาทิเช่น สมาคมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) สมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ (TISA) บริษัท True IDC บริษัท ACIS Professional Center และ บริษัท S-Generation เพื่อหารือเกี่ยวแนวโน้มเทคโนโลยีของประเทศไทย 2555 (Thailand Technology Trends 2012) โดยได้กำหนดมา 8 เรื่องที่มีสำคัญดังนี้

1) Business Continuity

สถานการณ์ในประเทศและเหตุการณ์น้ำท่วมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจต่างๆให้ความสนใจในเรื่องการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity)มากขึ้น องค์กรต่่างๆจะเริ่มให้ความสำคัญกับการทำแผนธุรกิจต่อเนื่อง (Business Continuity Planning) การทำ Disaster Recovery ในปีนี้เราจะเห็นการเติบโตของ Data Center โดยมีการนำ Infrastructure ทั้งส่วนที่เป็น Production หรือ Backup site มาอยู่ที่ Data Center มากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเน้นงานได้แบบ 24×7

2) Cloud Computing

กระแสเรื่องของ Cloud Computing ก็ยังแรงอยู่ในประเทศไทย องค์กรขนาดใหญ่จะให้ความสำคัญกับการสร้าง Private Cloud มากขึ้น ทางด้าน Public Cloud จะเห็นความต้องการทางด้าน Infrastructure as a Service (IaaS) และ Software as a Service (SaaS) มากขึ้น ผู้ให้บริการจะมีการแข่งขันกันมากขึ้น กระแสความต้องการ Business Continuity จะทำให้ตลาด Cloud Computing ในประเทศไทยโตขึ้นแม้จะต้องมีพัฒนาในด้าน High Speed Connectivity และ Data Protection Policy มากขึ้นก็ตาม

3) Media Tablet and Beyonds

Gartner ได้กำหนดให้เทคโนโลยี Media Tablet เป็น Top Technology Trends 2012 ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีทัี่ประเทศไทยให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าที่ีอื่นๆในโลก ความต้องการของผู้บริโภคในประเทศก็จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการแจก Tablet ให้กับนักเรียนจะเป็นการเร่งให้ตลาดนี้โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เราจะเห็นผู้บริโภคในประเทศเน้นไปที่ตลาดระบบปฎิบัติการทั้ง iOS และ Android เช่นเดิม

4) Mobile Centric Application, Contents and Interfaces

เรื่องนี้สอดคล้องกับ Gartner Trends 2012 ที่เราจะเห็นความต้องการทางด้าน Application และ Content ต่างๆมากขึ้น สำหรับผู้บริโภคที่ใช้งานอุปกรณ์ Smartphone และ Tablet โดยจะเห็นการแข่งขันกันพัฒนา Application ที่เป็น Mobile Centric มากขึ้น ซึ่งก็สอดคล้องกับการเติบโตของตลาดอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่างๆ และการโตของตลาด High Speed Connectivity จะทำให้ผู้บริโภคต้องการที่เข้าถึง Application และ content ในทุกทีี ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์ (Anywhere, Anytime and AnyDevice)

5) Social Network

คงปฎิเสธไม้ได้ว่ากระแส Social Network ในประเทศไทยก็ยังแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะFacebook ที่เรามีจำนวนผู้ใช้ล่าสุดมากกว่า 13 ล้านคน เราจะเห็นความเติบโดของการทำ Social Media Marketing ความต้องการ Application ต่างๆบน Social Networkมากขึ้น ร่วมถึงการแข่งขันของผู้ให้บริการมือถือที่จะให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึง Social Network กันมากขึ้น และรวมถึงอาจเห็นการทำธุรกรรมผ่าน Social Network มากขึ้น

6) High Speed Connectivity

ความต้องการใช้ online Applicationจะทำให้การเข่้าถึง Internet ความเร็วสูงยังเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ตลาด Broadband ในประเทศไทยยังจะโตอย่างต่อเนื่อง และจะเห็นการแข่งขันในด้านนี้มากขึ้น ประกอบกับการแข่งขันของ Telecom Operator ในการให้บริการ 3G และการเปิดประมูล 3G ในปีนี้จะทำให้ตลาดทั้งในส่วน Mobile Connectivity และ BroadBand Connectivity โตอย่างต่อเนื่อง ร่วมถึงการให้บริการ WiFi ของค่ายต่างๆ และนโยบายฟรี WiFi ของรัฐบาล

7) Online Consumerization

ผู้บริโภคในประเทศไทยจะมีการใช้บริการออนไลน์ต่างๆมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการทำงานและเรื่องส่วนตัว เราจะเห็นการทำงานแบบ Virtual Office มากขึ้นมีการใช้งาน e-Mail และเครื่องมือที่เป็น Online Communication มากขึ้น รวมถึงการshare ข้อมูลต่างๆของสำนักงานทางออนไลน์ ผู้บริโภคจะใช้เครื่องมืออย่าง Whatsappหรือ Facebook Message ในการสื่อสารมากยิ่งขึ้น

8) Predictive Analytic

ความต้องการที่จะวิเคราะห์ข้อมูลในด้านต่างๆในประเทศจะมีมากขึ้น ทั้งในส่วนที่เป็น Business Intelligent และการนำข้อมูลขนาดใหญ่ใน Internet มาวืเคราะห์เช่นการทำ Social Network Analytic รวมไปการใช้ข้อมูลมาคาดการณ์ในเรื่องภัยวิบัติที่จะอาจเกิดขึ้น

การสร้างธุรกิจซอฟต์แวร์เมื่อ “โลกไม่เคยหยุดรอ”

ผมจำได้ว่าเคยอ่านบทความหลายๆบทความที่พูดถึงความสำเร็จของ  Silicon Valley ว่ามาจากสามปัจจัยคือ การที่มีคนที่มีความสามารถดมาอยู่ร่วมกัน  การที่ตั้งอยู่ใก้ลสถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่ง และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Venture Capital) ซึ่งผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจซอฟต์แวร์หลายๆรายในสมัยนั้นก็มุ่งหน้าไปตั้งธุรกิจที่ Silicon Valley

แต่ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การเข้ามาของ  Cloud Computing และ  Mobile Technology ทำให้การทำธุรกิจซอฟต์แวร์ในวันนี้กำลังเปลี่ยนไป ถ้าจะนำสามปัจจัยนั้นมาใช้ในวันนี้อาจไม่เพียงพอ ถ้าผมจะตั้งบริษัททำซอฟต์แวร์ในวันนี้จะมีคำถามว่าผมต้องการอะไรสำหรับการแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนไป ผมได้อ่านบทความ “Understanding Changes in the Software & Venture Capital Industries” ของ Mark Suster ที่ได้เล่าว่าตอนที่เขาตั้งบริษัทซอฟต์แวร์บริษัทแรกเมือ่ปี 1999 เขาต้องลงทุน $2.5  ล้านเหรียญสำหรับค่า Infrastructure และอีก  $2.5  ล้านเหรียญค่าใช้จ่ายโปรแกรมเมอร์ บริหารจัดการ และการตลาด ในเวลานั้น เขาต้องจ่ายไปกับค่า Server ของเครื่อง Sun Solaris, Web Server, Oracle Database และ EMC Storage แต่ในวันนี้ Mark มองว่าการเข้ามาของ Open Cloud อย่าง  Amazon นั้น ทำให้ความจำเป็นที่จะต้องลงทุนด้าน Infrastructure ได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะเราสามารถที่จะใช้  public cloud อย่าง  Amazon EC2 หรือ Amazon Cloud Storage(S3) แทนได้ จำนวนเงินที่จะใช้ในการลงทุนก็น้อยลง

Cloud Computing ได้เปลี่ยนแปลงธุรกิจซอฟต์แวร์ครั้งใหญ่ในหลายๆเรื่องอาทิเช่น

  • IT Infrastructure จะเปลี่ยนแปลงอย่างมาก Applications  หลายๆอย่างที่เคยอยู่ภายในองค์กรจะถูกย้ายมาที่  public cloud
  • งานด้านไอทีบางอย่างจะหายไป และจะมีความต้องการแรงงานไอทีที่มีทักษะที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่
  • วิธีการพัฒนา การทดสอบ และการติดตั้งซอฟต์แวร์จะเปลี่ยนไปจากเดิม และจะมีการพัฒนาแบบโมดูลเพิ่มต่อมากขึ้น
  • การขาย License ของซอฟต์แวร์จะเปลี่ยนไป
  • Business Model ของธุรกิจซอฟต์แวร์จะเปลี่ยนไป
  • สถาปัตยกรรมของซอฟต์แวร์จะมีการพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  • ข้อมูล (data volume) จะมีมหาศาล
  • จะเกิดตลาดใหม่ๆขึ้น
เมื่อพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ผมต้องคิดว่าถ้าผมต้องการจะสร้างบริษัทซอฟต์แวร์และจะอยู่รอดในวันข้างหน้าผมต้องการอะไร ผมอาจไม่ต้องการคนเยอะ สถานที่ใหญ่ หรือลงทุนด้าน Infrastructure มากเหมือนเดิม แต่ผมอาจต้องการคนกลุ่มใหม่ การตลาดใหม่ และเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ที่อาจสรุปได้คร่าวๆว่า
  • ความจำเป็นเรื่อง Infrastructure คงน้อยลง ทั้งด้าน Hardware และสถานที่การทำงาน
  • ต้องการบุคลากรที่มีทักษะใหม่ๆ และเข้าใจเทคนิคการพัฒนาโปรแกรมแบบใหม่
  • วิธีการตลาดและการขายจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  • บุคลากรที่ต้องเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ
  • นวัตกรรมในตลาดใหม่เป็นเรื่องจำเป็น
เราคงต้องมามองกันอย่างจริงจังว่า ในอนาคตอีก 4-5 ข้างหน้าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์จะเป็นอย่างไร หากเรายังนิ่งเฉยแลัวยังคิดว่าอุตสาหกรรมยังเหมือนเดิม เราก็เป็นเสมือนยักษ์ใหญ่อย่างโกดักที่ล้มลงเพราะยึดติด ผมคิดว่าเราคงแข่งขันในตลาดนี้ต่อไปอีกลำบากถ้าไม่ยอมเปลี่ยนแปลง คงถึงเวลาที่จะต้องสร้างอุตสาหกรรมภายใต้บริบทที่ว่าอุตสาหกรรมกำลังจะเปลี่ยนแปลง Building the Future Software Industry
ธนชาติ นุ่มนนท์
Software Park Thailand

Virtual Office การทำงาน Anywhere Anytime AnyDevice (ตอนที่ 1)

สถานการณ์น้ำท่วมทำให้ชีวิตการทำงานของหลายๆคนเปลี่ยนไป บางคนโชคดีหน่อยบ้านและที่ทำงานน้ำไม่ท่วมแต่ก็เดินทางมาทำงานลำบาก บางคนน้ำท่วมที่บ้านก็ต้องโยกย้ายหาที่อยู่และหาวิธีการมาทำงานอย่างยากลำบาก บางสำนักงานน้ำท่วมก็ไม่สามารถเข้าที่ทำงานได้ ตอนนี้หลายๆหน่วยงานก็เริ่มเห็นความสำคัญของการทำสำนักงานเสมือน (Virtual Office)  เพื่อให้พนักงานทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์ (Anywhere Anytime AnyDevice) นอกจากนี้บางหน่วยงานเริ่มเห็นความสำคัญของการเก็บข้อมูลและระบบไอทีเพื่อให้ทำงานอย่างต่อเนื่องได้ในกรณีที่ระบบไอทีในหน่วยงานเกิดความเสียหาย

หลายๆหน่วยงานมีเริ่มการนำไอทีเข้ามาใช้ในการทำงาน พนักงานเริ่มมีระบบอีเมล์ เว็บไซต์ขององค์กร แต่ก็ยังเป็นในลักษณะว่าพนักงานยังต้องเข้ามาทำงานในองค์กร เพราะบางหน่วยงานยังไม่ได้ใช้ไอทีเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้โดยผ่านเครื่องมือต่างๆที่เป็น  Collaboration Tools  ซ้ำร้ายไปกว่านั้นบางหน่วยงานติดตั้งเครื่อง Server, Computer ไว้ในหน่วยงาน และเมื่อเจอปัญหาน้ำท่วมก็ทำให้ระบบเสียหาย บางหน่วยงานไม่ได้มีเครื่องสำรองก็ทำให้งานหยุดชะงักไป หรือบางเครื่องเสียหายก็ทำให้ข้อมูลบางส่วนเสียหายไป ผมเห็นภาพของศูนย์กู้ข้อมูลที่มี Harddisk จำนวนมากรอส่งมากู้ข้อมูลเนื่องจากปัญหาน้ำท่วม ก็คงจะเห็นได้ว่าจะมีความเสียหายแค่ไหนถ้าข้อมูลหายไป

ด้วย Emerging Technology อย่าง  Cloud Computing และกระแสการใช้งานของ Tablet และ Smart Phone  ทำให้เราเห็นโอกาสในการที่จะย้ายระบบบริหารการจัดการด้านไอทีภายในหน่วยงานของเราขึ้นสู่ Cloud Server ทำให้ข้อมูลของหน่วยงานมีการสำรองที่ดีถ้าเราได้  Cloud Provider ที่ดี นอกจากนี้จะทำให้ระบบงานต่างๆของเราสามารถที่จะทำงานได้อย่างไม่หยุดชะงัก และสามารถที่จะทำให้พนักงานในหน่วยงานสามารถที่จะทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์ ผ่านระบบ Cloud Computing

Cloud Computing  ช่วยทำให้องค์กรของเราไม่ว่าใหญ่หรือเล็กสามารถที่ทำงานแบบ  Virtual Office  ได้โดยมีค่าใช้จ่ายที่น้อยมาก เพียงแต่ว่าเราจะต้องเลือกใช้ ซอฟต์แวร์บนระบบ Cloud ที่เหมาะสม ถามว่ามีอะไรบ้าง ถ้าจะพูดถึง  Tool หลักๆ ก็คงจะนึกถึงระบบต่างๆดังนี้

  • Mail/Calendar on Cloud
  • Website on Cloud
  • Collaboration Office Suite
  • Communication Suite
  • File Storage on Cloud
  • Document/Presentation/Wiki sharing on Cloud
  • Blog

ผมจะมาขยายความให้รู้จัก Software ต่างๆเหล่านี้บางตัว ในตอนต่อไป แต้ถ้าหน่วยงานเรามีโปรแกรมต่างๆเรานี้บางส่วนเราก็สามารถที่จะนำอุปกรณ์ไอทีต่างๆของเราไปทำงานได้ทุกที่ และทุกเวลา เหมือนรูปที่ผมถ่ายให้เห็นอุปกรณ์ไอทีต่างๆของผม หรือถุงยังชีพไอทีที่ผมถ่ายให้ดูเล่นๆ

ธนชาติ นุ่มนนท์

แถลงข่าว “เปิดตัวโครงการ Thai Software e-Market Place”

แถลงข่าว “เปิดตัวโครงการ Thai Software e-Market Place
วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน 2554 เวลา 13.30 – 15.20 น.
แบไต๋ สตูดิโอ ชั้น 4  ดิจิตอล เกทเวย์ สยาม สแควร์

ซอฟต์แวร์พาร์คออกโรงกระตุ้นขายปลีกซอฟต์แวร์ ผลักไทยซอฟต์แวร์มาร์เก็ตดอทคอม ดึงไทยแวร์พร้อมพันธมิตรเต็มสูบ ตลาดเพย์ และอวิรา หวังช่วยซอฟต์แวร์ขนาดเล็กทำตลาดดาวน์โหลด พร้อมดันระบบ activate ปกป้องสิทธิ์ให้เจ้าของซอฟต์แวร์มาใช้ ตามติดด้วยระบบจัดการด้านโฆษณาสำหรับซอฟต์แวร์ดาวน์โหลดฟรี เชื่อเป็นมิติใหม่ของวงการ

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย หรือซอฟต์แวร์พาร์ค เปิดเผยว่า บริการใหม่ที่ซอฟต์แวร์พาร์คผลักดันให้เกิดล่าสุดคือ e-market place software หรือตลาดเพื่อการซื้อ-ขายซอฟต์แวร์ไทยแบบออนไลน์ ภายใต้เว็บไซต์ www.thaisoftwaremarket.com ได้เปิดตัวขึ้นแล้ว โดยเป็นความร่วมกับทางบริษัทไทยแวร์ คอมมูนิเคชัน  ตลาดดอทคอม และ AVIRA  เพื่อสร้างช่องทางการทำตลาดใหม่ให้แก่ผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายย่อย และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ทีสนใจซื้อซอฟต์แวร์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเปิดช่องทางการตลาดอีกรูปแบบหนึ่ง เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อซอฟต์แวร์ได้โดยสะดวก รวมทั้งสามารถลดต้นทุนในการผลิต และค่าใช้จ่ายในการทำตลาดให้แก่บริษัทซอฟต์แวร์รายย่อยได้เป็นอย่างดี

ไทยแวร์บริษัทที่มีประสบการณ์ในการทำตลาดดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่รู้จักเป็นอย่างดี มีระบบการชำระเงินแบบออนไลน์ได้ทันที โดยนำระบบ TARADpay ของตลาดดอทคอมเข้ามาทำหน้าที่นี้ นอกจากนั้นยังมีระบบการป้องกันไวรัสสำหรับซอฟต์แวร์ที่ขายผ่านเว็บนี้ ซึ่งมอบหมายให้ทาง AVIRA เป็นผู้ดูแล ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อผ่านช่องทางดังกล่าว
“จากการคิดริเริ่มของซอฟต์แวร์พาร์ค มีการหารือร่วมกับสมาคมคอมพิวเตอร์ต่างๆ จึงได้โครงสร้างของการเป็นตลาดซื้อขายด้านซอฟต์แวร์แบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการคือ ต้องมีสภาพความเป็น portal หรือเว็บท่า ต้องมีระบบ payment gateway ที่รองรับการชำระเงินทุกระบบ ทั้งในระดับสากลและภายในประเทศ  รวมทั้งมีระบบป้องกันสิทธิ์ให้กับผู้ขายซอฟต์แวร์ในการถูกละเมิดสิทธิ์ในด้านต่างๆ” ดร.ธนชาติกล่าว

Thaisoftwaremarket.com ที่ซอฟต์แวร์พาร์คดำเนินการกับพันธมิตรทั้งหมดในครั้งนี้จะเป็นโครงการต้นแบบ โดยทางซอฟต์แวร์พาร์คจะใช้เวลาครึ่งปีในระยะแรกนี้ เพื่อศึกษาปัญหาและหาแนวทางปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อให้ระบบมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ในด้านมูลค่าการซื้อขายในครึ่งปีนี้อาจจะยังไม่มาก เพราะถือว่ายังเป็นตลาดใหม่ของคนไทย โดยจะเน้นซอฟต์แวร์ขนาดเล็กที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นระดับบุคคลและองค์กรธุรกิจขนาดเล็กก่อน หน้าที่หลักของซอฟต์แวร์พาร์คเมื่อตั้ง e-market place เสร็จแล้วก็จะผลักดันให้ขนาดของตลาดใหญ่ขึ้นในเชิงปริมาณ หรือการเพิ่มขึ้นของซอฟต์แวร์ที่จะขายในระบบ ส่วนยอดขายนั้นขึ้นกับแนวทางในการทำตลาดของไทยแวร์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบ รวมถึงการตั้งราคาของเจ้าของซอฟต์แวร์ด้วย

นายชัชวิทย์ ก่อตั้งเกียรติกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยแวร์ คอมมิวนิเคชั่น เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีบริษัทซอฟต์แวร์ที่เข้าร่วมในเว็บไซต์ www.thaisoftwaremarket.com ประมาณ 100 ราย และมีจำนวนซอฟต์แวร์ที่เข้ามาขายอยู่ 300 ซอฟต์แวร์ ส่วนใหญ่เป็นซอฟต์แวร์ประเภทธุรกิจทั่วไป เช่น ซอฟต์แวร์จัดระบบคลังสินค้า ซอฟต์แวร์จัดการธุรกิจประเภทต่างๆ ซอฟต์แวร์สื่อการสอน ซอฟต์แวร์แปลงภาษา ฯลฯ

เงื่อนไขของการรับซอฟต์แวร์เข้ามาขายในโครงการนี้คือ ต้องผ่านการตรวจสอบ 2 ระดับ เริ่มจากการตรวจสอบคุณสมบัติการใช้งานว่าตรงกับที่ทางเจ้าของซอฟต์แวร์โฆษณาไปยังผู้บริโภคหรือไม่ ซึ่งถือว่าเป็นการป้องกันการโฆษณาซอฟต์แวร์เกินจริง และรับประกันว่าซอฟต์แวร์นั้นใช้งานได้จริง ต่อจากนั้นจะส่งซอฟต์แวร์ไปยังห้องปฏิบัติการของ AVIRA เพื่อตรวจสอบด้านความปลอดภัย
สำหรับการคิดค่าบริการจะแบ่งเป็นสองส่วน คือค่าธรรมเนียม และค่าส่วนแบ่งรายได้จากการขาย โดยค่าธรรมเนียมทางเว็บไซต์ไทยแวร์ฯจะไม่เก็บในปีแรก แต่ปีต่อไปจะเสียค่าธรรมเนียมปีละ 999 บาท ส่วนการจัดแบ่งรายได้จากการขายนั้น หากซอฟต์แวร์ขายได้ในราคา 500 บาท จะแบ่งให้เว็บไซต์ 30%, ราคา 500-1,000 บาท แบ่ง 25%, ราคา 1,000-5,000 บาท แบ่ง 20% และ มากกว่า 5,000 บาท แบ่ง 15%

ที่ผ่านมาไทยแวร์เคยให้บริการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ผ่านเว็บไซต์มาอย่างยาวนาน ขณะนี้มีซอฟต์แวร์ที่ให้ดาวน์โหลดประมาณ 11,000 ซอฟต์แวร์ เป็นซอฟต์แวร์ไทย 2,500 ซอฟต์แวร์ มีซอฟต์แวร์ที่ดาวน์โหลดแบบคิดเงินประมาณ 25% หรือ 600 ซอฟต์แวร์ ที่เหลือทั้งหมดเป็นการดาวน์โหลดฟรี
“สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมคือ การปล่อยให้ดาวน์โหลดแบบเดิมจะมีข้อจำกัดอย่างมาก ตั้งแต่ความเชื่อถือของผู้ซื้อ และการทำการตลาดของเจ้าของซอฟต๋แวร์ที่ไม่เป็นมืออาชีพ อีกทั้งไม่มีระบบ payment gateway รองรับ และยังต้องพึ่งพาการจ่ายเงินแบบปกติ ระบบใหม่ที่ไทยแวร์จะเข้ามาจัดการใน thaisoftwaremarket.com นั้นจะแก้ไขในทุกจุดที่เคยเป็นปัญหาทั้งหมด” นายชัชวิทย์กล่าว

ภาพที่เว็บไซต์ www.thaisoftwaremarket.com จะเกิดขึ้นต่อไปก็คือ ระบบการซื้อขายของเว็บไซต์นี้จะเป็นเหมือนกับตลาดในระดับประเทศอย่าง appstore ของแอปเปิ้ล หรือ Market ของแอนดรอยด์ และเป็นช่องทางใหม่ให้กับผู้ผลิตซอฟต์แวร์ของไทยโดยเฉพาะ โดยการคาดการณ์รายได้ของช่องทางการตลาดแบบใหม่นี้ในช่วงสามเดือนแรกตั้งแต่มิถุนายน-สิงหาคม รายได้การขายต่อเดือนจะอยู่ที่ 1 แสนบาท ซอฟต์แวร์ที่คาดว่าจะได้รับความนิยมคือซอฟต์แวร์ที่ตั้งราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 700-800 บาท และในไตรมาสที่สี่ของปีนี้ทางไทยแวร์จะนำระบบ activate แบบออนไลน์มาใช้ ทำให้การละเมิดลิขสิทธิ์ทำได้ยากขึ้น ซึ่งจะส่งผลคือจะมีซอฟต์แวร์ใหม่ๆ เข้ามาในระบบมากขึ้น เนื่องจากได้รับความเชื่อมั่นทั้งจากผู้ซื้อและผู้ขาย ต่อจากนั้นในปีต่อไปก็จะเริ่มระยะที่ 3 ด้วยการผลักดันให้ซอฟต์แวร์ที่ปล่อยให้ดาวน์โหลดฟรีมาเข้าระบบแทรกโฆษณา โดยไทยแวร์จะสร้างระบบ และเป็นตัวแทนในการดึงโฆษณาต่างๆ มาอยู่ในซอฟต์แวร์โดยมีการจัดส่วนแบ่งในระบบที่เหมาะสม
นายฤทธา มโนมัยเสาวภาคย์ ประธานบริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท บลูโอเชี่ยนคอมมิวนิเคชั่น เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายของ AVIRA ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ระบบป้องกันไวรัส ดังนั้นจึงได้เสนอที่จะแก้ไขปัญหาของการขายซอฟต์แวร์ไทยในช่วงที่ผ่านมา เพราะส่วนใหญ่เมื่อติดตั้งในระบบคอมพิวเตอร์ควบคู่ไปกับระบบป้องกันไวรัสแล้ว จะถูกยับยั้งการทำงานโดยซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสทั่วไป เพราะมีการตรวจสอบว่ามีการเขียนซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายต่อเครื่องโดยไม่ได้ตั้งใจ เนื่องจากขาดการตรวจสอบที่ดี

ดังนั้นก่อนที่ซอฟต์แวร์ที่จะให้ดาวน์โหลดใน http://www.thaisoftwaremarket.com ทางบริษัทจะส่งซอฟต์แวร์ไปที่ห้องปฏิบัติการของ AVIRA ที่มาเลเซีย และทำการทดสอบโปรแกรมทั้งระบบว่ามีการเขียนโปรแกรมที่ไม่ผ่านระบบแอนตี้ไวรัสอยู่หรือไม่ หากพบว่ามีจะแจ้งให้กับเจ้าของซอฟต์แวร์ได้ทราบและนำไปปรับปรุง เพื่อทำให้ซอฟต์แวร์ที่ขายในระบบนี้ทั้งหมดได้รับความเชื่อถือจากผู้ใช้ และไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของโปรแกรมไปทำร้ายระบบฮาร์ดแวร์ของผู้บริโภคได้
“ปกติผู้เขียนซอฟต์แวร์จำนวนมากไม่รู้ว่า การโค๊ดดิ้งบางอย่างมีลักษณะคล้ายโทรจัน ซึ่งเมื่อลูกค้าโหลดไปใช้งานจริง ทางโปรแกรมแอนตี้ไวรัสในเครื่องจะไม่ยอมให้ทำงาน และแจ้งว่าเป็นไวรัส ดังนั้นการทดสอบครั้งนี้เหมือนเป็นการ Certify ว่าผ่านการรับรองแล้วว่าปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น” นายฤทธากล่าว

การบริการของ AVIRA ในการทดสอบครั้งนี้จะไม่คิดค่าบริการแต่อย่างใด และจะใช้เวลาทดสอบต่อโปรแกรมไม่เกิน 2 วัน ขณะที่ทางบริษัทเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านลีนุกซ์ ขณะที่ระบบปฏิบัติการในการดาวน์โหลดของ http://www.thaisoftwaremarket.com ก็เป็นระบบปฏิบัติการลีนุกซ์เช่นกัน ดังนั้นการทำเชื่อมระบบให้เข้ากันและมีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นและมีความปลอดภัยสูงสุด โดยเฉพาะการป้องกันไวรัสจากการติดจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาด ดอท คอม เปิดเผยว่า ในเว็บไซต์ www.thaisoftwaremarket.com จะมี TARADpay เป็นระบบการชำระเงินผ่านทางออนไลน์ โดยสามารถจ่ายด้วยบัตรเครดิต, เคาเตอร์เซอร์วิส, PayPal, Paysbuy.com เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อซอฟต์แวร์ให้กับคนทั่วไป โดยสามารถเลือกช่องทางที่สะดวกที่สุดได้ง่ายๆ
ระบบนี้จะช่วยให้การเป็นตลาดกลางซอฟต์แวร์ดำเนินการได้ง่ายขึ้น เพราะสามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการซื้อซอฟต์แวร์ผ่านผ่านศูนย์บริการเคาท์เตอร์เซอร์วิสมากกว่า 3000 สาขาทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง หรือตัดเงินจากบัตรเคดิต โดยเจ้าของซอฟต์แวร์ที่ให้ดาวน์โหลดสามารถรับรู้การชำระเงินแบบ Real time ลูกค้าที่ต้องการซื้อสามารถชำระได้ตลอด 24 ชั่วโมงเช่นกัน โดยเน้นความรวดเร็วปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือสูง หรือสามารถใช้ระบบ Paypal หรือระบบ Paysabuy ที่ได้รับความนิยมทั้งในไทยและต่างประเทศได้

*******************************

การอบรม Android Workshop 18 พ.ค.

วันพุธที่ 18 พฤษภาคมนี้หลังจากปิดราชการยาว 5 วัน ทาง Software Park จะจัดกิจกรรม Android Workshop : Getting Started ! เพื่อแนะนำการพัฒนา Android เบื้องต้นให้กับนักพัฒนาโปรแกรมที่เขียนโปรแกรมภาษาจาวาได้อยู่แล้ว  กิจกรรมนี้จะเป็นการทำ Hand-on Lab ให้กับนักพัฒนารุ่นใหม่ โดยจะนำ NoteBook แต่ละท่านที่ติดตั้งโปรแกรม Android เรียบร้อยแล้ว มาเขียนโปรแกรม Android เริ่มต้นอย่างง่ายๆ

เนื้อหาที่ผมจะนำสอนผมเอามาจาก หลักสูตรของ Rose-Hulman Class วิชา Android Development ที่อยู่ที่เว็บไซต์ http://www.rose-hulman.edu/android ซึ่งผมใช้เนื้อหานี้สอนลูกชายอยู่มัธยมต้นและมีพื้นฐาน Java มาบ้าง ทำให้เขาเรียนไปได้ทุกบนและสามารถเขียนโปรแกรมต่างๆรวมทั้งทำ Lab ในหลักสูตรได้อย่างดี ผมคิดว่าเนื้อหาบทเรียนออนไลน์อันนี้เป็นบทเรียนที่ดีสำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นเขียนโปรแกรม  Android เพราะมีทั้ง VDO, Presentation และ Lab Exercise

สำหรับ Workshop ในวันที่  18 พฤษภาคมนี้ผมตั้งใจที่จะสอนเนือหาในบทการเขียน HelloButton และแนะนำการเขียนโปรแกรมในบท Tic-Tac-Toe with Button เพื่อไปเขียนด้วยตัวเองในโอกาสต่อไป

สำหรับผู้ที่จะเข้ามาเรียน Workshop ผมคาดหวังทุกท่านจะต้องทำการติดตั้งโปรแกรมพัฒนา Android ไว้ในเครื่องตัวเองเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากยังไม่ได้ทำการติดตั้งคงต้องนำเครื่อง Notebook มาติดตั้งซอฟต์แวร์การพัฒนาก่อนในตอนเช้าที่ Software Park ก่อนที่จะเข้าทำ Workshop จริงในตอนบ่าย

สำหรับขั้นตอนในการติดตั้งสามารถสรุปสั้นๆได้ดังนี้

  1. รันโปรแกรม eclipse แลัวเลือก Help > Install New Software….
  2. เลือกปุ่ม Add
  3. ในไดอะล็อก Add Repository กำหนดค่า Name เป็น ADT Plugin และค่า Location: เป็น https://dl-ssl.google.com/android/eclipse/
  4. ในไดอะล็อก Available Software เลือก checkbox ที่ติดกับ Developer Tools แล้วกด Next
  5. กด Next  ในหน้าถัดไป
  6. กด  Finish ในหน้าถัดไป โปรแกรมจะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีในการติดตั้งโปรแกรม
  7. เมื่อคิดตั้งเรียบร้อยให้ Start eclipse  ใหม่
  • ระบุตำแหน่ง Path ของ Android  SDK (เช่น C:\Program Files\Android\android-sdk) ให้กับ Eclipse โดยเลือก  Windows > Preference แล้วเลือก Android ในไดอะล็อก Preference พร้อมระบุตำแหน่ง Path ดังรูป

  • เปิด Android SDK and AVD Manager ใน Eclipse โดยการเลือก Windows > Android SDK and AVD Manager จากนั้นทำการติดตั้ง Emulator โดยการเลือก Available Package แล้วกด Installed Selected  ดังรูป

  • ซึ่งเมื่อทำการติดตั้งเสร็จเราจะเห็น  Virtual Devices  ต่างๆให้เลือก
  • ทำการทดลองและรันโปรแกรม Android ตัวแรกตามตัวอย่างนี้ Android Development Tutorial – 4 – Running Our First App 
  • สำหรับเครื่องที่ใช้ปฎิทินพ.ศ. มักจะมีปัญหาและอาจทำให้ไม่สามารถรันโปรแกรมได้โดยเกิด  Error generating final archive : Debug cerificate expired ผมแนะนำให้แก้ไขโดยอ่านบล็อกนี้ครับ “แก้ Error “generating final archive: Debug certificate expired on dd/mm/yyyy

ซึ่งเราสามารถที่ดู  VDO การติดตั้งได้จาก YouTube ดังนี้

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

หลักสูตร Mini Master of iOS Application กับการพัฒนาคนสร้าง iPhone Apps สู่อุตสาหกรรม

ก่อนที่ผมเข้ามาทำงานที่ Software Park ผมจะมีงานพิเศษที่สอนอยู่เป็นประจำคือหลักสูตร Mini Master of Java Technology ให้กับคณะไอที ลาดกระบัง ซึ่งก็สอนกันวันเสาร์ อาทิตย์ ที่ตึกชินวัตร 3 ผมชอบสอนหลักสูตรแบบนี้ก็เพราะว่า เห็นว่าเป็นประโยชน์กับผู้เรียนและสามารถนำไปใช้งานได้จริง และผู้เรียนซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นคนทำงานก็มีความตั้งใจที่จะมาเรียนเพื่อใช้งานจริงมากกว่าเรียนเพื่อสอบ

หลักสูตรแบบ Mini Master เป็นหลักสูตรสั้นๆเพียง 120-140 ชม. แต่ก็เรียนกัน 4 วิชาเหมือนเรียนในมหาวิทยาลัยหนึ่งภาคการศึกษา การเรียนมาการวัดผลและผู้ที่จบการศึกษาออกมาสามารถที่จะเอาไป transcript และ certiication ไปใช้ในการยืนยันความรู้ความสามารถของตนเอง ซึ่งก็เหมาะกับภาคอุตสาหกรรมที่กำลังต้องการคนที่มีความรู้ตรงกับงานอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลายๆมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศก็พัฒนาหลักสูตรประเภทนี้ที่จะเน้นให้ความรู้ในวิชาเฉพาะๆเพื่อให้สามารถทำงานได้จริง

เมื่อผมเข้ามาทำงานใน Software Park จึงได้ขยายแนวคิดให้กับอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา จนสามารถพัฒนาหลักสูตร Mini Master ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง Software Park กับสถาบันการศึกษาได้สามหลักสูตรคือ

  • Mini Master of Java Technology ร่วมกับ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  • Mini Master of iOS Application ร่วมกับ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  • Mini Master of Information Technology in Software Testing ร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

หลักสูตรหนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษก็คือหลักสูตร Mini Master of iOS Application ซึ่งก็เป็นทิศทางของ Software Park ในการที่จะสนับสนุนเทคโนโลยีด้านการพัฒนา Mobile Application ซึ่งทางเราเองก็ได้ทำกิจกรรมในเรื่องมาในหลายๆด้านอาทิเช่น

ทั้งนี้ผมเองก็ได้มีโอกาสบรรยายให้เห็นถึงแนวโน้มและความสำคัญของ Mobile Applications ในหัวเรื่อง Overview of Mobile Application Market ที่เราสามารถจะชมวิดีโอการบรรยายย้อนหลังได้ที่ http://knowhow.swpark.or.th/ หรือดู Presentation ได้จาก http://www.slideshare.net/softwarepark/overview-mobile-applications-market

หลักสูตร Mini Master of iOS Application เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นในการสร้างนักพัฒนาโปรแกรมทางด้าน iPhone โดยเป็นหลักสูตรที่เปืิดร่วมกับลาดกระบังและได้รับเกียรติจากวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญทั้งจาก ม.รังสิต ลาดกระบัง ม.มหิดล Software Park และทีมวิทยากรที่สอนให้กับ True (True App Center) มาสอน โดยเน้นให้ผู้เรียนสามารถเขียนโปรแกรมได้และสามารถขาย Application บน App Store หรือ เขียน App ให้กับองค์กรต่างๆที่ต้องการ iPhone/iPad Apps โดยเป้าหมายอย่างหนึ่งของ Software Park ในการทำหลักสูตรก็คือการทำ Business Matching ระหว่างผู้ผ่านหลักสูตรกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมโดยใช้กลไกของกลุ่มเอ็มทีสแควร์

หลักสูตรนี้จะเป็นหลักสูตรนอกเวลาโดยจะเรียนกันวันเสาร์และอาทิตย์ที่ตึกชินวัตร 3 โดยเริ่มเรียนวันที่ 21 พฤษภาคม จนถึงต้นเดือนกันยายน และมีการสอบ comprehensive ในวันที่ 18กันยายน โดยการเรียนจะมีวันหยุดในบางเสาร์อาทิตย์ทั้งนี้มีตารางการเรียนดังนี้ (ดาวน์โหลดตารางการเรียน) ทางสถาบันจะมีการจัดเตรียมเครื่อง MacฺBook Air ให้กับผู้เรียนทั้งนี้ผู้ที่นำเครื่องมาเองจะได้รับส่วนลดค่าเรียนจำนวนหนึ่ง อาจารย์ที่เป็นผู้บริหารหลักสูตรนี้คือ รศ.ดร. โชติพัชร์ ภรณวลัย

สำหรับเนื้อหาในหลักสูตรจะแบ่งเป็น4วิชาวิชาละ 30 ชั่วโมง โดยมีรายละเอียดแต่ละวิชาดังนี้

  • วิชาที่ 1 : Objective-C Programming using Xcode (30 hrs.) วิชานี้จะสอนโดย ดร.วีระศักดิ์ ซึงถาวร จากมหาวิทยาลัยรังสิต โดยเน้นภาคทฤษฎีการเขียนโปรแกรมภาษาObjective C โดยใช้ Xcode. โดยมีเนื้อหาตั้งแต่เรื่อง Class Definition,  Instance and Class Member, Property, Inheritance,  Memory management, Class Object, Messaging and Selector, Protocol ไปจนถึง Category และทางผมเองก็จะมาสอนเสริมในเรื่องของ Exception Handling, File Handling, Thread และ Design Patterns
  • วิชาที่ 2 : iPhone Basic Programming (30 hrs.) วิชานี้จะสอนโดย รศ.ดร.โชติพัฒน์และอ.ธนิศา เครือไวศยวรรณ จากลาดกระบัง โดยจะเป็นการแนะการเขียนโปรแกรม iPhone เบื้องต้นโดยใช้Xcode โดยครอบคลุมเนื้อหาดังนี้ Xcode and Interface Builder,Model View Controller (MVC) และ  Interface Controller Objects  ต่างๆ
  • วิชาที่ 3 : iPhone Advance Programming (30 hrs.) วิชานี้ทางลาดกระบังและ Software Park ได้เชิญทีมอาจารย์ที่สอนให้กับ True App Center มาสอนโดยจะมีดร.บุญนิตย์ มัธยมจันทร์ จากมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นหัวหน้าทีมและมีอ.ธงรบ ซึ่งมีประสบการณ์ในการพัฒนา iPhone App หลายๆโปรแกรมที่ขายบน App Store เนื้อหาในวิชานี้จะประกอบด้วย File and Database, Core Data, Working with sensors, Core Location and Map Kit, Core Animation, Camera and Photo และ Debug & Deploy วิชานี้จะมีการทำMini Project ในห้องเรียนเพื่อสร้างApp ในการแสดงรายชื่อร้านอาหารที่เก็บในDatabase บนแผนที่ไว้. โดยเราสามารถที่จะถ่านรูปและเขียนคำวิจารณ์ร้านและเก็บข้อมูลได้
  • วิชาที่ 4 : iPhone Enterprise Programming (30 hrs.) วิชานี้จะสอนโดยทีมของดร.บุญญนิตย์โดยจะเป็นการเขียนApp เพื่อติดต่อกับ Network การเข้าถึงAddress Book และเรียกWeb Services และเรียกใช้Social Networks นอกจากนี้จะมีการให้เขียนโปรเจ็คที่แสดงรายการอาหารล่าสุดจากร้านอาหารfastfood ของเรา โดยเราจะสามารถสั่งอาหารได้ผ่านiPhone และแชร์รายการอาหารที่เราชอบได้ผ่านทางSocial Network

ทั้งนี้เนื้อหารายละเอียดหลักสูตรทั้งหมดสามารถดูได้ที่ http://www.swpark.or.th/training-schedule-2011/course/117-mini-master-of-ios-application

เมื่อจบหลักสูตรทาง Software Park จะจัดสัมมนาพบกับภาคอุตสาหกรรมและจะช่วยหาช่องทางการตลาดให้กับผู้ที่ผ่านหลักสูตรสามารถนำ Application ที่จะพัฒนาขึ้น ออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยจะพาร่วมกิจกรรมต่างๆของกลุ่มเอ็มทีสแควร์อาทิเช่น

โดยรวมแล้วผมคิดว่านี่คือมิติใหม่ในการสร้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์ผ่านหลักสูตรของสถาบันการศึกษาเพื่อให้ได้นักพัฒนาที่สามารถเข้าสู่ตลาดและอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมประเทศไทย

Software Park กับภาระกิจเอ็มทีสแควร์

ตอนที่เริ่มรับตำแหน่ง ผอ. Software Park ใหม่ๆ ผมมักจะบอกว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนเป็น Mobile Internet Computing และพยายามเน้นกิจกรรมทางด้านเทคโนโลยีในสองด้่นคือ Mobile Application และ Cloud Computing

Software Park ได้จัดกิจกรรมที่หลากหลายในด้านนี้เช่นการจyดสัมมนา Technology Trends 2011 ที่มีการเสวนาเรื่อง Mobile Applications เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว, การจัดสัมมนา  Mobile Developer Tech Talk  เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ (VDO การสัมมนาทั้งสองสามารถชมย้อนหลังได้ทางเว็บ knowhow.swpark.or.th), การเปิดอบรม Mobile App Track ทั้ง iPhone, Android และ BlackBerry, การเปิดหลักสูตร  Mini Master of iOS Programming และ การพยายามจัดตั้ง Mobile Application Testing  Center


การทำกิจกรรมในหลายๆด้านที่มีการตอบรับที่ดีจากนักพัฒนาซอฟต์แวร์และบริษัทต่างๆ การได้เข้าพบพันธมิตรต่างๆที่มีความสนใจในเรื่องการทำ Mobile Application ทำให้เราเห็นว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์บ้านเราตื่นตัวเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และการพัฒนาโปรแกรมด้าน Mobile Application น่าจะเป็นอนาคตที่ดีของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์บ้านเรา ทาง Software Park  จึงได้พยายามที่จะรวบรวมและพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆเพื่อจัดตั้งกลุ่มที่สนใจด้านนี้ร่วมกัน

หลังจากที่เราได้พูดคุบกันตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์มาเป็นจำนวนหลายๆครั้ง จนทำให้เราตกผลึกกับความคิดเริ่มต้นที่จะรวมพันธมิตรผู้ก่อตั้ง 9 รายคืิอ

  • NECTEC (ศูนย์เทคโนโลยีอิเลิกทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ)
  • TRIDI (สถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม)
  • Software Park เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย
  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  • บริษัทไมโครซอฟต์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท SPRiiiNG TELECO

เพื่อมาตั้งกลุ่ม ​Mobile Technology for Thailand หรือเรียกย่อๆว่าเอ็มทีสแควร์ (MT2)  ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการจะเห็นอุตสาหกรรมการพัฒนาซอฟต์แวร์ Mobile Application ของไทยโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีภาระกิจในการที่จะร่วมมือทำกิจกรรมในด้านต่างๆเช่น การพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมทางด้านการตลาด การจัดประกวด การทำ Business Matching และ การสร้างโอกาสให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทย

MT2  จะเป็นที่รวมกลุ่มของนักพัฒนาซอฟต์แวร์และหน่วยงานที่สนใจเรื่องการพัฒนา Mobile Application จะเป็นการช่วยกันทำให้อุตสาหกรรมทางด้านนี้โตขึ้นตั้งแต่การรวบรวมฐานข้อมูลของนักพัฒนาผู้ประกอบการ การนำ Application  ไปสู่เชิงพาณิชย์ และการสร้างนักพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของตลาด ในเบื่องต้น MT2 จะมี ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการ TRIDI เป็นประธานกลุ่มและผมเป็นเลขานุการกลุ่ม แล้วทางเราจะเปิดรับสมาชิกทั้งเป็นบุคคลทั่วไปและหน่วยงานอื่นๆที่ต้องการมาร่วมกันสร้างกิจกรรมนี้มากขึ้น ข้อมูลของ  MT2  สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ทางเว็บ www.swpark.or.th/mt2 หรือทาง Facebook ของกลุ่ม

สำหรับกิจกรรมในเบื่องต้นที่ทางกลุ่มจะมีร่วมกันก็คือ

  • การจัดสัมมนา Mobile Techonology for Thailand ในวันเปิดตัว
  • การจัด Marketplace : Developer Expo. #1 ในเดือนกรกฎาคม
  • การนำนักพัฒนาร่วมงาน BOI Fair 2011: Going Green for the Future เดือนพฤศจิกายน

ในส่วนของ  Software Park กิจกรรมที่เราจะทำให้กับของกลุ่ม MT2คือ

  • การรับหน้าที่เป็นเลขานุการ เชื่อมโยงฐานข้อมูลทั้งในส่วนขององค์กรและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อเป็นประโยชน์ของกลุ่มและอุตสาหกรรมทั้งหมด
  • Mobile Testing Center หรือศูนย์ทดสอบซอฟต์แวร์โทรศัพท์มือถือ โดยองค์กรและสมาชิกสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
  • การนำระบบ Business Matching หรือการเชื่อมต่อทางธุรกิจ โดยจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางจับคู่ทางธุรกิจระหว่างนักพัฒนาและผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ และเร่งให้เกิดการเจรจาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มขององค์กรมากขึ้น
  • การฝึกอบรมนักพัฒนาซอฟต์แวร์โทรศัพท์มือถือในแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการของตลาด ทำให้ซอฟต์แวร์พาร์คจะสามารถเชื่อมโยงทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกันได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การสัมมนา เวิร์คช็อป และอื่นๆ มาเสริมตลอดเวลาอีกด้วย

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย

Press Release : กลุ่มเอ็มทีสแควร์ (MT2)

สวทช.ร่วมพันธมิตรภาครัฐและเอกชน รวมพลังตั้งกลุ่มเอ็มทีสแควร์ สร้างซอฟต์แวร์มือถือ พร้อมเปิดกว้างทุกวงการ หวังส่งแผนคืนสู่สังคม เชื่อเกิดกระแสสร้างมาตรฐานใหม่รองรับการเติบโตของสมาร์ทโฟนในประเทศ

 ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (ทริดี้) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ในฐานะประธานกลุ่มเอ็มทีสแควร์ กล่าวว่า ทริดี้เห็นโอกาสและแนวโน้มตลาดแอพพลิเคชั่นบนมือถือที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรรวม 9 หน่วยงาน ก่อตั้งกลุ่มเอ็มทีสแควร์ หรือ Mobile Technology for Thailand (MT2 ) ขึ้น เพื่อหาความร่วมมือรูปแบบใหม่ในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีทางด้านโทรศัพท์มือถือให้กับนักพัฒนาในประเทศไทย รวมถึงการระดมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์จากองค์กรสมาชิกให้เป็นในทิศทางเดียวกันเพื่อสร้างอุตสาหกรรมนี้ในช่องทางที่ถูกต้อง

Read the rest of this entry