Thailand Technology Trends 2012

แนวโน้มเทคโนโลยีของประเทศไทย 2555
(Thailand Technology Trends 2012)

เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand) ได้จัดการสัมมนา Technology Trends มาอย่างต่อเนื่องทุกๆปั โดยปีที่ผ่านๆมาจะอ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของสำนักวิจัยในต่างประเทศ ซึ่งจากการประชุมหารือกับผู้เชืยวชาญด้านไอทีหลายท่านต่างก็เห็นว่า Technology Trends ของต่างประเทศในหลายเรื่องอาจรวดเร็วกว่าภายในประเทศไทยอยู่หลายปี และในบางครั้ง Trends ต่างๆที่สำนักวิจัยในต่างประเทศกำหนดไว้เมื่อ 2-3 ปีก่อนก็อาจเพิ่มมีความสำคัญกับในประเทศไทยในปีนี้ ดังนั้นทางเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทยจึงได้เรียนเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆอาทิเช่น สมาคมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) สมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ (TISA) บริษัท True IDC บริษัท ACIS Professional Center และ บริษัท S-Generation เพื่อหารือเกี่ยวแนวโน้มเทคโนโลยีของประเทศไทย 2555 (Thailand Technology Trends 2012) โดยได้กำหนดมา 8 เรื่องที่มีสำคัญดังนี้

1) Business Continuity

สถานการณ์ในประเทศและเหตุการณ์น้ำท่วมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจต่างๆให้ความสนใจในเรื่องการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity)มากขึ้น องค์กรต่่างๆจะเริ่มให้ความสำคัญกับการทำแผนธุรกิจต่อเนื่อง (Business Continuity Planning) การทำ Disaster Recovery ในปีนี้เราจะเห็นการเติบโตของ Data Center โดยมีการนำ Infrastructure ทั้งส่วนที่เป็น Production หรือ Backup site มาอยู่ที่ Data Center มากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเน้นงานได้แบบ 24×7

2) Cloud Computing

กระแสเรื่องของ Cloud Computing ก็ยังแรงอยู่ในประเทศไทย องค์กรขนาดใหญ่จะให้ความสำคัญกับการสร้าง Private Cloud มากขึ้น ทางด้าน Public Cloud จะเห็นความต้องการทางด้าน Infrastructure as a Service (IaaS) และ Software as a Service (SaaS) มากขึ้น ผู้ให้บริการจะมีการแข่งขันกันมากขึ้น กระแสความต้องการ Business Continuity จะทำให้ตลาด Cloud Computing ในประเทศไทยโตขึ้นแม้จะต้องมีพัฒนาในด้าน High Speed Connectivity และ Data Protection Policy มากขึ้นก็ตาม

3) Media Tablet and Beyonds

Gartner ได้กำหนดให้เทคโนโลยี Media Tablet เป็น Top Technology Trends 2012 ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีทัี่ประเทศไทยให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าที่ีอื่นๆในโลก ความต้องการของผู้บริโภคในประเทศก็จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการแจก Tablet ให้กับนักเรียนจะเป็นการเร่งให้ตลาดนี้โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เราจะเห็นผู้บริโภคในประเทศเน้นไปที่ตลาดระบบปฎิบัติการทั้ง iOS และ Android เช่นเดิม

4) Mobile Centric Application, Contents and Interfaces

เรื่องนี้สอดคล้องกับ Gartner Trends 2012 ที่เราจะเห็นความต้องการทางด้าน Application และ Content ต่างๆมากขึ้น สำหรับผู้บริโภคที่ใช้งานอุปกรณ์ Smartphone และ Tablet โดยจะเห็นการแข่งขันกันพัฒนา Application ที่เป็น Mobile Centric มากขึ้น ซึ่งก็สอดคล้องกับการเติบโตของตลาดอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่างๆ และการโตของตลาด High Speed Connectivity จะทำให้ผู้บริโภคต้องการที่เข้าถึง Application และ content ในทุกทีี ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์ (Anywhere, Anytime and AnyDevice)

5) Social Network

คงปฎิเสธไม้ได้ว่ากระแส Social Network ในประเทศไทยก็ยังแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะFacebook ที่เรามีจำนวนผู้ใช้ล่าสุดมากกว่า 13 ล้านคน เราจะเห็นความเติบโดของการทำ Social Media Marketing ความต้องการ Application ต่างๆบน Social Networkมากขึ้น ร่วมถึงการแข่งขันของผู้ให้บริการมือถือที่จะให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึง Social Network กันมากขึ้น และรวมถึงอาจเห็นการทำธุรกรรมผ่าน Social Network มากขึ้น

6) High Speed Connectivity

ความต้องการใช้ online Applicationจะทำให้การเข่้าถึง Internet ความเร็วสูงยังเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ตลาด Broadband ในประเทศไทยยังจะโตอย่างต่อเนื่อง และจะเห็นการแข่งขันในด้านนี้มากขึ้น ประกอบกับการแข่งขันของ Telecom Operator ในการให้บริการ 3G และการเปิดประมูล 3G ในปีนี้จะทำให้ตลาดทั้งในส่วน Mobile Connectivity และ BroadBand Connectivity โตอย่างต่อเนื่อง ร่วมถึงการให้บริการ WiFi ของค่ายต่างๆ และนโยบายฟรี WiFi ของรัฐบาล

7) Online Consumerization

ผู้บริโภคในประเทศไทยจะมีการใช้บริการออนไลน์ต่างๆมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการทำงานและเรื่องส่วนตัว เราจะเห็นการทำงานแบบ Virtual Office มากขึ้นมีการใช้งาน e-Mail และเครื่องมือที่เป็น Online Communication มากขึ้น รวมถึงการshare ข้อมูลต่างๆของสำนักงานทางออนไลน์ ผู้บริโภคจะใช้เครื่องมืออย่าง Whatsappหรือ Facebook Message ในการสื่อสารมากยิ่งขึ้น

8) Predictive Analytic

ความต้องการที่จะวิเคราะห์ข้อมูลในด้านต่างๆในประเทศจะมีมากขึ้น ทั้งในส่วนที่เป็น Business Intelligent และการนำข้อมูลขนาดใหญ่ใน Internet มาวืเคราะห์เช่นการทำ Social Network Analytic รวมไปการใช้ข้อมูลมาคาดการณ์ในเรื่องภัยวิบัติที่จะอาจเกิดขึ้น

Posted on มกราคม 26, 2012, in Uncategorized. Bookmark the permalink. 2 ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: