Monthly Archives: เมษายน 2011

หลักสูตร Mini Master of iOS Application กับการพัฒนาคนสร้าง iPhone Apps สู่อุตสาหกรรม

ก่อนที่ผมเข้ามาทำงานที่ Software Park ผมจะมีงานพิเศษที่สอนอยู่เป็นประจำคือหลักสูตร Mini Master of Java Technology ให้กับคณะไอที ลาดกระบัง ซึ่งก็สอนกันวันเสาร์ อาทิตย์ ที่ตึกชินวัตร 3 ผมชอบสอนหลักสูตรแบบนี้ก็เพราะว่า เห็นว่าเป็นประโยชน์กับผู้เรียนและสามารถนำไปใช้งานได้จริง และผู้เรียนซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นคนทำงานก็มีความตั้งใจที่จะมาเรียนเพื่อใช้งานจริงมากกว่าเรียนเพื่อสอบ

หลักสูตรแบบ Mini Master เป็นหลักสูตรสั้นๆเพียง 120-140 ชม. แต่ก็เรียนกัน 4 วิชาเหมือนเรียนในมหาวิทยาลัยหนึ่งภาคการศึกษา การเรียนมาการวัดผลและผู้ที่จบการศึกษาออกมาสามารถที่จะเอาไป transcript และ certiication ไปใช้ในการยืนยันความรู้ความสามารถของตนเอง ซึ่งก็เหมาะกับภาคอุตสาหกรรมที่กำลังต้องการคนที่มีความรู้ตรงกับงานอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลายๆมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศก็พัฒนาหลักสูตรประเภทนี้ที่จะเน้นให้ความรู้ในวิชาเฉพาะๆเพื่อให้สามารถทำงานได้จริง

เมื่อผมเข้ามาทำงานใน Software Park จึงได้ขยายแนวคิดให้กับอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา จนสามารถพัฒนาหลักสูตร Mini Master ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง Software Park กับสถาบันการศึกษาได้สามหลักสูตรคือ

  • Mini Master of Java Technology ร่วมกับ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  • Mini Master of iOS Application ร่วมกับ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  • Mini Master of Information Technology in Software Testing ร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

หลักสูตรหนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษก็คือหลักสูตร Mini Master of iOS Application ซึ่งก็เป็นทิศทางของ Software Park ในการที่จะสนับสนุนเทคโนโลยีด้านการพัฒนา Mobile Application ซึ่งทางเราเองก็ได้ทำกิจกรรมในเรื่องมาในหลายๆด้านอาทิเช่น

ทั้งนี้ผมเองก็ได้มีโอกาสบรรยายให้เห็นถึงแนวโน้มและความสำคัญของ Mobile Applications ในหัวเรื่อง Overview of Mobile Application Market ที่เราสามารถจะชมวิดีโอการบรรยายย้อนหลังได้ที่ http://knowhow.swpark.or.th/ หรือดู Presentation ได้จาก http://www.slideshare.net/softwarepark/overview-mobile-applications-market

หลักสูตร Mini Master of iOS Application เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นในการสร้างนักพัฒนาโปรแกรมทางด้าน iPhone โดยเป็นหลักสูตรที่เปืิดร่วมกับลาดกระบังและได้รับเกียรติจากวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญทั้งจาก ม.รังสิต ลาดกระบัง ม.มหิดล Software Park และทีมวิทยากรที่สอนให้กับ True (True App Center) มาสอน โดยเน้นให้ผู้เรียนสามารถเขียนโปรแกรมได้และสามารถขาย Application บน App Store หรือ เขียน App ให้กับองค์กรต่างๆที่ต้องการ iPhone/iPad Apps โดยเป้าหมายอย่างหนึ่งของ Software Park ในการทำหลักสูตรก็คือการทำ Business Matching ระหว่างผู้ผ่านหลักสูตรกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมโดยใช้กลไกของกลุ่มเอ็มทีสแควร์

หลักสูตรนี้จะเป็นหลักสูตรนอกเวลาโดยจะเรียนกันวันเสาร์และอาทิตย์ที่ตึกชินวัตร 3 โดยเริ่มเรียนวันที่ 21 พฤษภาคม จนถึงต้นเดือนกันยายน และมีการสอบ comprehensive ในวันที่ 18กันยายน โดยการเรียนจะมีวันหยุดในบางเสาร์อาทิตย์ทั้งนี้มีตารางการเรียนดังนี้ (ดาวน์โหลดตารางการเรียน) ทางสถาบันจะมีการจัดเตรียมเครื่อง MacฺBook Air ให้กับผู้เรียนทั้งนี้ผู้ที่นำเครื่องมาเองจะได้รับส่วนลดค่าเรียนจำนวนหนึ่ง อาจารย์ที่เป็นผู้บริหารหลักสูตรนี้คือ รศ.ดร. โชติพัชร์ ภรณวลัย

สำหรับเนื้อหาในหลักสูตรจะแบ่งเป็น4วิชาวิชาละ 30 ชั่วโมง โดยมีรายละเอียดแต่ละวิชาดังนี้

  • วิชาที่ 1 : Objective-C Programming using Xcode (30 hrs.) วิชานี้จะสอนโดย ดร.วีระศักดิ์ ซึงถาวร จากมหาวิทยาลัยรังสิต โดยเน้นภาคทฤษฎีการเขียนโปรแกรมภาษาObjective C โดยใช้ Xcode. โดยมีเนื้อหาตั้งแต่เรื่อง Class Definition,  Instance and Class Member, Property, Inheritance,  Memory management, Class Object, Messaging and Selector, Protocol ไปจนถึง Category และทางผมเองก็จะมาสอนเสริมในเรื่องของ Exception Handling, File Handling, Thread และ Design Patterns
  • วิชาที่ 2 : iPhone Basic Programming (30 hrs.) วิชานี้จะสอนโดย รศ.ดร.โชติพัฒน์และอ.ธนิศา เครือไวศยวรรณ จากลาดกระบัง โดยจะเป็นการแนะการเขียนโปรแกรม iPhone เบื้องต้นโดยใช้Xcode โดยครอบคลุมเนื้อหาดังนี้ Xcode and Interface Builder,Model View Controller (MVC) และ  Interface Controller Objects  ต่างๆ
  • วิชาที่ 3 : iPhone Advance Programming (30 hrs.) วิชานี้ทางลาดกระบังและ Software Park ได้เชิญทีมอาจารย์ที่สอนให้กับ True App Center มาสอนโดยจะมีดร.บุญนิตย์ มัธยมจันทร์ จากมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นหัวหน้าทีมและมีอ.ธงรบ ซึ่งมีประสบการณ์ในการพัฒนา iPhone App หลายๆโปรแกรมที่ขายบน App Store เนื้อหาในวิชานี้จะประกอบด้วย File and Database, Core Data, Working with sensors, Core Location and Map Kit, Core Animation, Camera and Photo และ Debug & Deploy วิชานี้จะมีการทำMini Project ในห้องเรียนเพื่อสร้างApp ในการแสดงรายชื่อร้านอาหารที่เก็บในDatabase บนแผนที่ไว้. โดยเราสามารถที่จะถ่านรูปและเขียนคำวิจารณ์ร้านและเก็บข้อมูลได้
  • วิชาที่ 4 : iPhone Enterprise Programming (30 hrs.) วิชานี้จะสอนโดยทีมของดร.บุญญนิตย์โดยจะเป็นการเขียนApp เพื่อติดต่อกับ Network การเข้าถึงAddress Book และเรียกWeb Services และเรียกใช้Social Networks นอกจากนี้จะมีการให้เขียนโปรเจ็คที่แสดงรายการอาหารล่าสุดจากร้านอาหารfastfood ของเรา โดยเราจะสามารถสั่งอาหารได้ผ่านiPhone และแชร์รายการอาหารที่เราชอบได้ผ่านทางSocial Network

ทั้งนี้เนื้อหารายละเอียดหลักสูตรทั้งหมดสามารถดูได้ที่ http://www.swpark.or.th/training-schedule-2011/course/117-mini-master-of-ios-application

เมื่อจบหลักสูตรทาง Software Park จะจัดสัมมนาพบกับภาคอุตสาหกรรมและจะช่วยหาช่องทางการตลาดให้กับผู้ที่ผ่านหลักสูตรสามารถนำ Application ที่จะพัฒนาขึ้น ออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยจะพาร่วมกิจกรรมต่างๆของกลุ่มเอ็มทีสแควร์อาทิเช่น

โดยรวมแล้วผมคิดว่านี่คือมิติใหม่ในการสร้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์ผ่านหลักสูตรของสถาบันการศึกษาเพื่อให้ได้นักพัฒนาที่สามารถเข้าสู่ตลาดและอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมประเทศไทย

Software Park กับภาระกิจเอ็มทีสแควร์

ตอนที่เริ่มรับตำแหน่ง ผอ. Software Park ใหม่ๆ ผมมักจะบอกว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนเป็น Mobile Internet Computing และพยายามเน้นกิจกรรมทางด้านเทคโนโลยีในสองด้่นคือ Mobile Application และ Cloud Computing

Software Park ได้จัดกิจกรรมที่หลากหลายในด้านนี้เช่นการจyดสัมมนา Technology Trends 2011 ที่มีการเสวนาเรื่อง Mobile Applications เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว, การจัดสัมมนา  Mobile Developer Tech Talk  เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ (VDO การสัมมนาทั้งสองสามารถชมย้อนหลังได้ทางเว็บ knowhow.swpark.or.th), การเปิดอบรม Mobile App Track ทั้ง iPhone, Android และ BlackBerry, การเปิดหลักสูตร  Mini Master of iOS Programming และ การพยายามจัดตั้ง Mobile Application Testing  Center


การทำกิจกรรมในหลายๆด้านที่มีการตอบรับที่ดีจากนักพัฒนาซอฟต์แวร์และบริษัทต่างๆ การได้เข้าพบพันธมิตรต่างๆที่มีความสนใจในเรื่องการทำ Mobile Application ทำให้เราเห็นว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์บ้านเราตื่นตัวเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และการพัฒนาโปรแกรมด้าน Mobile Application น่าจะเป็นอนาคตที่ดีของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์บ้านเรา ทาง Software Park  จึงได้พยายามที่จะรวบรวมและพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆเพื่อจัดตั้งกลุ่มที่สนใจด้านนี้ร่วมกัน

หลังจากที่เราได้พูดคุบกันตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์มาเป็นจำนวนหลายๆครั้ง จนทำให้เราตกผลึกกับความคิดเริ่มต้นที่จะรวมพันธมิตรผู้ก่อตั้ง 9 รายคืิอ

  • NECTEC (ศูนย์เทคโนโลยีอิเลิกทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ)
  • TRIDI (สถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม)
  • Software Park เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย
  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  • บริษัทไมโครซอฟต์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท SPRiiiNG TELECO

เพื่อมาตั้งกลุ่ม ​Mobile Technology for Thailand หรือเรียกย่อๆว่าเอ็มทีสแควร์ (MT2)  ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการจะเห็นอุตสาหกรรมการพัฒนาซอฟต์แวร์ Mobile Application ของไทยโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีภาระกิจในการที่จะร่วมมือทำกิจกรรมในด้านต่างๆเช่น การพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมทางด้านการตลาด การจัดประกวด การทำ Business Matching และ การสร้างโอกาสให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทย

MT2  จะเป็นที่รวมกลุ่มของนักพัฒนาซอฟต์แวร์และหน่วยงานที่สนใจเรื่องการพัฒนา Mobile Application จะเป็นการช่วยกันทำให้อุตสาหกรรมทางด้านนี้โตขึ้นตั้งแต่การรวบรวมฐานข้อมูลของนักพัฒนาผู้ประกอบการ การนำ Application  ไปสู่เชิงพาณิชย์ และการสร้างนักพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของตลาด ในเบื่องต้น MT2 จะมี ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการ TRIDI เป็นประธานกลุ่มและผมเป็นเลขานุการกลุ่ม แล้วทางเราจะเปิดรับสมาชิกทั้งเป็นบุคคลทั่วไปและหน่วยงานอื่นๆที่ต้องการมาร่วมกันสร้างกิจกรรมนี้มากขึ้น ข้อมูลของ  MT2  สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ทางเว็บ www.swpark.or.th/mt2 หรือทาง Facebook ของกลุ่ม

สำหรับกิจกรรมในเบื่องต้นที่ทางกลุ่มจะมีร่วมกันก็คือ

  • การจัดสัมมนา Mobile Techonology for Thailand ในวันเปิดตัว
  • การจัด Marketplace : Developer Expo. #1 ในเดือนกรกฎาคม
  • การนำนักพัฒนาร่วมงาน BOI Fair 2011: Going Green for the Future เดือนพฤศจิกายน

ในส่วนของ  Software Park กิจกรรมที่เราจะทำให้กับของกลุ่ม MT2คือ

  • การรับหน้าที่เป็นเลขานุการ เชื่อมโยงฐานข้อมูลทั้งในส่วนขององค์กรและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อเป็นประโยชน์ของกลุ่มและอุตสาหกรรมทั้งหมด
  • Mobile Testing Center หรือศูนย์ทดสอบซอฟต์แวร์โทรศัพท์มือถือ โดยองค์กรและสมาชิกสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
  • การนำระบบ Business Matching หรือการเชื่อมต่อทางธุรกิจ โดยจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางจับคู่ทางธุรกิจระหว่างนักพัฒนาและผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ และเร่งให้เกิดการเจรจาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มขององค์กรมากขึ้น
  • การฝึกอบรมนักพัฒนาซอฟต์แวร์โทรศัพท์มือถือในแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการของตลาด ทำให้ซอฟต์แวร์พาร์คจะสามารถเชื่อมโยงทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกันได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การสัมมนา เวิร์คช็อป และอื่นๆ มาเสริมตลอดเวลาอีกด้วย

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย

Press Release : กลุ่มเอ็มทีสแควร์ (MT2)

สวทช.ร่วมพันธมิตรภาครัฐและเอกชน รวมพลังตั้งกลุ่มเอ็มทีสแควร์ สร้างซอฟต์แวร์มือถือ พร้อมเปิดกว้างทุกวงการ หวังส่งแผนคืนสู่สังคม เชื่อเกิดกระแสสร้างมาตรฐานใหม่รองรับการเติบโตของสมาร์ทโฟนในประเทศ

 ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (ทริดี้) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ในฐานะประธานกลุ่มเอ็มทีสแควร์ กล่าวว่า ทริดี้เห็นโอกาสและแนวโน้มตลาดแอพพลิเคชั่นบนมือถือที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรรวม 9 หน่วยงาน ก่อตั้งกลุ่มเอ็มทีสแควร์ หรือ Mobile Technology for Thailand (MT2 ) ขึ้น เพื่อหาความร่วมมือรูปแบบใหม่ในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีทางด้านโทรศัพท์มือถือให้กับนักพัฒนาในประเทศไทย รวมถึงการระดมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์จากองค์กรสมาชิกให้เป็นในทิศทางเดียวกันเพื่อสร้างอุตสาหกรรมนี้ในช่องทางที่ถูกต้อง

Read the rest of this entry

การสัมมนา Enterprise Architecture for e-Government

เมื่อวานนี้ (20 เม.ย.) ทาง Software Park  ร่วมกับ ชมรม IASA Thailand และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์กรมหาชน) [EGA] ได้จัดงานสัมมนา Enterprise Architecture for e-Government โดยได้เชิญวิทยากรทั้งจาก Software Park, EGA, DTAC, PTT ICT, Oracle, Microsoft และ จุุฬา มาร่วมบรรยาย ซึ่งงานก็ได้รับความสนใจอย่างดีจากผู้บริหารและบุคลากรทางด้านไอทีทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยมีผู้เข้าร่วมฟังประมาณ 330  ท่านจนเต็มห้องประชุม Auditorium ของ Software Park

งานเริ่มต้นโดย ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ อดีต ผอ. Software Park และที่ปรึกษา รมต.ไอซีที ในฐานะของประธานชมรม IASA Thailand ได้กล่าวต้อนรับและแนะนำให้รู้จักชมรม IASA ที่ก่อตั้งมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี ที่เน้นในการรวมกลุ่มผู้ที่สนใจในเรื่องของ IT Architecture และมีกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งในขณะนี้กำลังผันตัวเองเป็นสมาคมนักวิชาชีพทางด้านนี้

Read the rest of this entry

การบรรยาย Introduction to Enterprise Architecture

ผมจำได้ว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา องค์กรต่างๆมักจะเชิญผมไปบรรยายในหัวข้อเรื่อง   SOA (Service Oriented Architecture)  เพราะองค์กรมีความสนใจในเรื่องของการทำ  Application  Integration   เลยทำให้ผมต้องบรรยายในหัวข้อดังกล่าวมากกว่า 50 ครั้งตั้งแต่ Introduction to SOA, Business Process Management จนถึง SOA Government ทั้งนี้ที่องค์กรต่างๆสนใจเรื่องนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าองค์กรให้ความสนใจกับเรื่องของ   IT Architecture แต่ก็อย่างไรการทำ SOA    ของหลายๆองค์กรกลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า  SOA มักจะถูกขับเคลื่อนจากฝั่งของเทคโนโลยีมากกว่าฝั่งของ  Business หรือมองจากธุรกิจหลักขององค์กร

ระยะหลังผมจึงเริ่มเห็นว่าองค์กรต่างๆให้ความสนใจกับการทำแผนแม่บทไอทีมากขึ้นและ  SOA ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในแผนที่จะดำเนินการ แต่แผนแม่บทหลายๆที่ก็ยังเป็นแผนที่ฝ่ายเทคโนโลยีเป็นคนทำอยู่ดีจึงทำให้ขาดการขับเคลื่อนที่  จนกระทั้งองค์กรเริ่มสนใจจะทำ  EA หรือ Enterprise Architecture กันมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์เรื่องของธุรกิจหรือกลยุทธ์ขององค์กรมากกว่าที่จะมองเป็น  IT Arcitecture หรือ Solution Architection

แล้วอะไรคือ EA (Enterprise Architecture) ในวันนี้ทาง Software Park จัดบรรยายเรื่อง “Enterprise Architecture for e-Government” โดยผมได้นำเสนอการบรรยายในหัวข้อ Introduction to Enterprise Architecture (ผู้สนใจสามารถจะ Download presentation ของการบรรยายได้ที่ http://dl.dropbox.com/u/12655380/EnterpriseArchitecture.pdf) ทั้งนี้ผมได้พยายามชี้ให้ว่า EA ก็ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าการวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) ที่จะเอา Vision, Mission และ Business ขององค์กรเป็นตัวนำ แล้วมาดูว่าไอทีจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร  ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการทำ EA   จะไม่ใช่เรื่องของฝ่ายเทคโนโลยีเป็นหลักแต่จะต้องเป็นเรื่องของทุกภาคส่วนในองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหาร ฝ่ายธุรกิจ ฝ่ายปฎิบัติการ และฝ่ายเทคโนโลยี ทั้งนี้แผนผังที่ได้จากการทำ EA ในองค์กรมักจะมีอย่างน้อย  4 ด้านหลักคือ

  • Business Architecture เพื่อแสดงกลยุทธ์ขององค์กร, Business Process ของแต่ละฝ่าย, Organization Chart
  • Information Architecture เพื่อแสดงให้เห็นว่าจะต้องมีข้อมูลอย่างไรในแต่ฝ่าย, Database หรือ MetaData
  • Application Architecture เพื่อแสดงให้เห็นว่าในองค์กรจะต้องมีระบบโปรแกรมหรือระบบไอทีอะไรบ้าง ในการที่จะตอบโจทย์ของธุรกิจต่างๆ
  • Technical Architecture เพื่อแสดงโครงสร้าง Hardware, Software  หรือแม้กระทั่ง  Telecom Network    ในองค์กร

แผน EA นอกจากจะช่วยให้เราได้ผังหลักๆ  4 ด้านนี้แล้ว เราอาจจะเห็นผังย่อยๆในเรื่องต่างๆดังแสดงในรูป

ประโยชน์ที่ได้จากการทำ EA ก็คือเรื่องของ Cost Saving  ที่จะทำให้เกิดการลงทุนที่คุ้มค่า ทั้งนี้เมื่อเราจะมี  Project ใหม่ๆ เราก็จะมาพิจารณาจากแผน EA เพื่อให้ได้ Solution Architectire ที่เหมาะสมตาม  Architecture  ต่างๆที่วางไว้ และการเลือกเทคโนโลยีต่างๆตามแผน

การทำ EA ควรจะเริ่มต้นจากการได้รับการสนับสนุนที่ดีจากผู้บริหารเพราะ EA ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายไอทีแต่อย่างเดียว และสิ่งที่สำคัญอีกเรื่องคือการพิจารณาเลือก  Framework  ในการทำ EA ซึ่งที่นิยมมักจะมีสองตัวคือ TOGAF และ Zachman Framework

สำหรับเอกสารการบรรยายที่ได้ทำขี้น ผมได้รวบรวมมาจากแหล่งต่างๆดังนี้

Slide จาก SlideShare.net

เอกสารจาก Wikipedia

วิดีโอจาก YouTube

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย

A cloud appears on the horizon

บทความของ ผอ.เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2011

Read the rest of this entry

Local software parks

บทความของ ผอ.เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทยที่ตีพิมพ์ใน The Nation วันที่ 5 เมษายน 2011 Read the rest of this entry

Cloud Computing กับผลกระทบต่อบริษัทและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทย

แนวโน้มของเทคโนโลยีืที่กล่าวขานกันมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ Cloud Computing [รายละเอียดเพิ่มเติม บทความเรื่อง Cloud Computing ใน Wikipedia] นักวิเคราะห์จากค่ายต่างๆและองค์กรต่างๆก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก บริษัทวิจัยอย่าง Gartner ได้จัดให้ Cloud Computing เป็น Top IT Technology Trends 2011 ซึ่งนับเป็นปีที่สองติดต่อกันหลังจากที่ Gartner เคยจัดให้เป็นอันดับสองปี 2009 และอันดับหนึ่งปี 2010

Read the rest of this entry

ประเทศไทยติดอันดับประเทศน่าดึงดูดในการทำ Outsourcing แต่ไม่มีอุตสาหกรรมด้านนี้

ใน Presentation แนะนำ Software Park จะมีเนื้อหาในส่วนของ IT Advisory ที่ทางเราจะพูดถึง Gartner ที่ระบุว่า “Thailand is one of the top 30 off shoring destinations (December, 2008)” จริงๆผมมีคำถามนี้อยู่ในใจตัวเองเสมอว่าจริงหรือ ?

แม้ว่าทาง Software Park จะได้ส่งเสริมเรื่องของการทำมาตรฐาน CMMI เพื่อทำให้บริษัทซอฟต์แวร์ไทยได้รับการยอมรับระดับสากลมาโดยตลอด จนกระทั่งในปัจจุบันเรามีบริษัทซอฟต์แวร์ในไทยอย่างน้อย 38 บริษัทที่ได้มาตรฐานดังกล่าว และมีถึง 23 บริษัททื่ได้โดยร่วมโครงการ SPI@ease ของ Software Park ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในเฟสที่สองซึ่งทาง Software Park ได้ร่วมกับ SIPA โดยได้สนับสนุนให้บริษัทอีก 22 ราย เพื่อให้เข้าสู่มาตรฐาน CMMI ในระดับต่างๆ รวมถึง Level 5 แต่ถ้าพิจารณากันอย่างจริงจังแล้วเราก็เห็นว่าบริษัทซอฟต์แวร์ไทยจะรับงานด้าน IT Outsourcing จากต่างประเทศน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอย่าง อินเดีย จีน หรือแม้แต่เวียดนาม

ในช่วงนี้ทาง Software Park ก็ได้จัดคัดเลือกบริษัทไทยที่สนใจจะไปรับงานด้าน Outsourcing ที่ตลาดยุโรป (EU) โดยร่วมกับหน่วยงานที่ชื่อ CBI ซึ่งเป็นหน่วยงานของประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ทำหน้าที่การส่งเสริมการนำสินค้าและบริการจากประเทศที่กำลังพัฒนาเข้าสู่ตลาดอียู  สิ่งที่พบจากโครงการนี้ก็คือบริษัทที่เข้าร่วมและผ่านการคัดเลือกมีเพียงไม่กี่ราย และหลายบริษัทก็เป็น Product-based มากกว่าจะรับงาน Outsoucring อย่างจริงจัง

จนเมื่อเร็วๆนี้ผมไปได้อ่านรายงานฉบับหนึ่งเรื่อง “Global Services Location Index 2011” ของ AT Kearney ที่ระบุว่าประเทศไทยมีความสนใจในการเป็นแหล่งในการทำ Outsourcing อันดับที่ 7 ของโลก โดยประเทศที่เป็นอันดับหนึ่งคืออินเดีย ตามด้วย จีน มาเลเซีย อียิปต์ อินโดนิเซีย และ เม็กซิโก (ทั้งนี้ประเทศเราหล่นจากที่เคยเป็นอันดับที่ 4 เมื่อปี 2009)

หากพิจารณาจากลำดับคะแนนในภาพแล้ว เราจะเห็นได้ว่าการจัดลำดับเรืองนี้ได้มีการนำปัจจัยหลายๆด้านเข้ามาพิจารณาคือ ความน่าสนใจในการลงทุน  (Financial attractiveness)  ความสามารถและความพร้อมของคน (People skills and availabilty) และ สภาวะแวดล้อมเชิงธุรกิจ (Business Environment) ซึ่งหากพิจารณาจากคะแนนที่ประเทศไทยได้แล้ว จะเห็นว่าองค์ประกอบหลายอย่างเราอยู่ในเรื่องที่ดีกว่าประเทศคู่แข่งบางประเทศ เช่น เรื่องของคน เราอาจดีกว่า เวียดนาม ฟิิลิปปินส์ หรือเรื่องความสนใจในการลงทุน เราดีกว่า จีน และ มาเลเซีย  ซึ่งถ้ามองภาพรวมแล้วเราจัดอยู่ในลำดับที่ดีมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในโลก และเป็นรายงานที่ตอกย้ำว่าเราเป็น  Top Ten ของประเทศในโลกที่น่าดึงดูดสำหรับการทำ Outsourcing

แต่เมื่อมาอ่านในรายงานดูว่าแล้วประเทศไทยเรามีการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรม Outsourcing จริงหรือไม่ ซึ่งที่พบในภาพข้างล่างที่แสดงอุตสาหกรรมด้าน Outsource ที่เกิดขึ้นจริงของประเทศที่ติด Top Ten  คือเราแทบไม่ใช่แหล่งในการลงทุนเลยไม่ว่าจะเป็น  BPO (Business Process Outsourcing), ITO (IT Outcsourcing) หรือ Voice (Call Center) พูดง่ายๆว่าจากในรูปเห็นเพียงอุตสาหกรรม IT Outsourcing เพียงเล็กน้อย ขณะที่ประเทศที่มีคะแนนความน่าสนใจต่ำกว่าเรากลับมีอุตสาหกรรมด้านนี้มากกว่า เช่นเวียดนาม (อันดับ8) มีการลงทุน ITO มากกว่าและยังมี BPO และ Voice ส่วนฟิลิปปินส์ (อันดับ 9)มีอุตสาหกรรม Outsourcing ที่ใหญ่มาก เป็นผู้นำทางด้าน Call Center (รายได้ $5พันล้านปี 2009) และBPO (รายได้ $7.2 พันล้านปี 2009) ซึ่งกำลังเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของอินเดียที่มีอุตสาหกรรมด้านนี้ที่โตมาก

ผมกำลังอยากถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ก็ได้คำตอบจากรายงานฉบับเดียวกันที่เขียนไว้ในหน้าที่ 16 ที่เขียนในหัวข้อที่ว่า What’s Holding Back Thailand and Indonesia? โดยได้ยกตัวอย่างกรณีที่ บริษัท Infosys ของอินเดียประกาศปิด BPO  Center ที่กรุงเทพเมื่อเดือนกรกฎาคม 2010 ปัจจัยสามอย่างที่รายงานระบุว่าเป็นปัญหาสำหรับการที่ไม่มีนักลงทุนต่างชาติมาทำอุตสาหกรรม Outsourcing ในประเทศทั้งสองคือ

  • ภาษา : ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าถ้าเราดูจากภาพข้างบน ประเทศจีนก็มีอุตสากรรมด้านนี้น้อยกว่าประเทศที่พูดภาษาอังกฤษอย่างฟิิลิปปินส์ ทั้งๆที่มีอันดับความน่าสนใจสูงมาก
  • สภาวะแวดล้อมทางธุรกิจ : ปัญหาหลักของประเทศไทยที่ถูกระบุคือความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง
  • การสนับสนุนจากรัฐบาล : ประเทศทั้งสองยังขาดการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐที่อาจมุ่งให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมอื่นๆมากกว่า

ในรายงานระบุว่าถ้าประเทศไทยและอินโดนีเซียแก้ปัญหาข้างต้นได้ เราก็คงจะเห็นความสำเร็จของอุตสาหกรรม   Outsourcing ในประเทศทั้งสองเช่นเดียวกับกรณีของประเทศฟิลิปปินส์

ถึงเวลาหรือยังครับที่เราควรจะพิจารณาอุตสาหกรรมนี้ยังจริงจัง ในเมื่อประเทศเราเป็น  Top Ten ในสายตาต่างประเทศ เราก็ส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมนี้ให้สมกับว่าเราเป็นประเทศ  Top Ten

ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.